วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 12, 2008

ChoColate InStant



Other things are just food.

But chocolate’s chocolate...
-Patrick Skene Catling-


เชื่อเถอะว่านี่คือการค้นพบสุดมหัศจรรย์

และเชื่อเถอะว่าผลของมันสุดวิเศษ

กระบวนการเปลี่ยนอารมณ์หม่นหมองของคุณ

ให้กลายเป็นอารมณ์ช็อกโกแลตแบบทันใจ

โดยนักจิตวิทยาชื่ออัลเบิร์ต เอลลิส เป็นผุ้เผยแพร่สูตรลับนี้

ในกะลาใบน้อยของคุณ เมื่อคุณรู้สึกไม่ดี

1) ถามตัวเองว่าความรู้สึกไม่ดีเกิดจากอะไร
ความคิดอันไหนที่นำความรู้สึกไม่ดีมาให้คุณ

2) หยิบความคิดอันนั้น(หรือสองสามอันนั้น)ขึ้นมา
เพ่งมองที่ความคิดนั้นเป็นพิเศษ หาให้พบ
ว่ามีอะไรไม่เป็นความจริงซ่อนอยู่ในความคิดนั้นบ้าง

3) จัดการเปลี่ยนมันเสียใหม่ให้ถูกต้อง
แล้วเซฟความคิดที่ถูกแก้ไขแล้วในสมองของคุณ
ทับลงไปบนความคิดอันเก่า

คุณอาจถามว่า แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง

ขอบอกว่าเพียงแค่ลบอคติทิ้งไป

คุณจะรู้ว่ามีบางอย่างในความคิดของคุณที่ไม่จริง ฝึกให้เป็นนิสัย

เมื่อคุณรู้สึกหม่นหมอง ไม่สบายใจ กังวล โกรธขึ้ง

เมื่อความคิดใดทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ไม่ต้องมองออกไปนอกตัวคุณ

มองกลับเข้ามาข้างใน หา “ความคิด” ที่เป็นต้นเหตุ

จัดการกับความคิดที่เป็นปัญหานั้น

แก้ไขมันให้มันถูกต้องตามความเป็นจริง

แล้วเซฟความคิดใหม่ทับความคิดเก่า

ความคิดของเราเองที่เป็นศัตรูกับความสุขของเรา

ดังนั้น จงเปลี่ยนมันให้เป็นมิตรแท้ เป็นเพื่อนรู้ใจ เป็นผู้ช่วย

เมื่อคุณช่วยเพื่อน เพื่อนจะย้อนกลับมาช่วยคุณ

เทคนิคแก้ไขแล้วเซฟทับนี้ ง่ายดายจนเหลือเชื่อ

ยากล่อมประสาท บุหรี่ เหล้า ไวน์

การกอดหมอนร้องไห้ แสวงหาคำปลอบโยน

หรือแม้แต่การช็อปปิ้งระบายอารมณ์

ก็จะไม่จำเป็นสำหรับคุณอีกต่อไป

เก็บช็อกโกแลตนี้ไว้ในหัวใจ
รู้สึกไม่ดีเมื่อไหร่ แกะห่อกินได้ทันที

Two Chocolate SeCretS





I never met a chocolate I didn't like...
-Deanna Troi-
(Star Trek: The Next Generation)


อยากรู้สึกช็อกโกแลตกับชีวิต

มีความลับสองอย่างที่คุณต้องทำด่วน

1) เลิกสวมบทบาท

เคยไหมที่ในชีวิตจริงคุณต้องสวมบทอะไรสักอย่าง

เพื่อให้สอดคล้องกับความพึงพอใจ ความคาดหวัง

และให้ได้การยอมรับจากคนที่อยู่รอบตัวคุณ

ลองคิดดูดีๆ สิ บทลูกกตัญญู ภรรยาที่เข้าอกเข้าใจสามี

ลูกเขยที่รับผิดชอบครอบครัว น้องสาวที่เชื่อฟังพี่สาว

เพื่อนที่ไม่เคยอิจฉาริษยาเพื่อน ลูกน้องที่เห็นด้วยกับความคิดเจ้านาย

เราสวมบทเป็นอะไรบางอย่างตลอดเวลา


ล้วนเป็นบทที่เราต้องใช้พลังงาน

เวลา และความกดดันข้างในไม่ต่างจากดาราเจ้าบทบาทในทีวี

ยิ่งเราต้องเสแสร้งมากแค่ไหนในชีวิตประจำ
เราก็มีความสุขที่แท้จริงได้ยากเท่านั้น

ยิ่งเราสวมหัวโขนต่างบทบาทในต่างสังคมมากเท่าใด
เราก็ยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากเป็นเท่าทวีคูณ

เราเคยนึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงมาก

ต้องเหนื่อยมากเป็นเรื่องธรรมดา

นั่นเพราะเรานิยามความสำเร็จจากหัวโขนในสังคม

แต่ความจริงแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

น่าจะเป็นคนที่เหนื่อยกับชีวิตน้อยที่สุด

ความสำเร็จของวิธีคิดช็อกโกแลต
ต้องวัดกันที่ปริมาณความสุข

คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

น่าจะเป็นคนที่ต้องเสแสร้งน้อยที่สุด

ถ้าคุณยังคงต้องสวมบทบาท

จงอย่าเดือดร้อนใจที่จะต้องเล่นตามสคริปท์

แต่จงกล้าพอที่จะเล่นเป็นตัวเอง ควบคุมการแสดงเอง

ด้วยสคริปท์ที่มาจากใจของคุณ

2) เผื่อใจให้คนอื่น

เราทุกคนเกิดมาร่วมโลกใบเดียวกัน

เราใช้น้ำ ใช้อากาศ ใช้ต้นไม้ ใช้ทรัพยากรร่วมกัน

เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน แม้จะรู้จักกันหรือไม่รู้จักกัน

ในระยะเวลาอันสั้นแค่ชั่วชีวิตหนึ่ง ในระยะเวลาอันสั้น

เราจึงน่าจะเปิดใจให้กว้างต่อผู้ที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกัน

แบ่งปันความรู้ ความคิด

และผลพวงของการใช้ทรัพยากรบนผืนโลกให้แก่กัน

เอื้อเฟื้อสิ่งที่เรามีต่อกัน

โลกเราในเวลานี้มีประชากรอยู่สองกลุ่ม

กลุ่มที่ขาดแคลนและกลุ่มที่ล้นเหลือ

กลุ่มที่ขาดแคลนนั้นยังแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภท

พวกที่ขาดแคลนด้วยทรัพย์สินเงินทองหรือปัจจัยที่จะใช้ดำรงชีวิต

กับพวกที่ขาดแคลนความรู้สึกพอ จึงเอาแต่มุ่งหน้าแสวงหาเพิ่มเติม

ส่วนกลุ่มที่ล้นเหลือนั้นก็ยังแบ่งออกเป็นสองประเภทเช่นกัน

คือ พวกที่ล้นเหลือด้วยทรัพย์สินเงินทอง

จนอยากจะแบ่งปันแก่ผู้ที่มีน้อยกว่า

และพวกที่ล้นเหลือด้วยน้ำใจ จนพร้อมแบ่งปันให้ใครต่อใครแม้สิ่งที่มีอยู่

จะไม่มากมายไปกว่าคนอื่นเลย

คนที่มีความสุข มักอยู่ในกลุ่มนักแบ่งปัน
จะมีมากหรือมีน้อย แต่พวกเขามักมีหัวใจขนาดเท่ากัน

หัวใจที่เปิดกว้างพร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่มีให้กับผู้อื่นที่เกิดมาร่วมโลก

โลกที่ไม่มีทรัพยากรใดเป็นของใครอย่างแท้จริง

นี่คือความลับสองข้อที่ “นักแบ่งปันความสุข” แอบกระซิบบอกมา

YouR VoicE InSidE




There are four basic food groups,

milk chocolate, dark chocolate,


white chocolate,

and chocolate truffles....


คุณว่าทุกวันที่ผ่านไป คุณกำลัง “ใช้ชีวิต”

หรือแค่กำลัง “ใช้เวลา” กันแน่

เคยบ้างไหมในชีวิตบางวันที่รู้สึกว่าคุณกำลังทำอะไรซ้ำๆ

เหมือนเมื่อวาน เมื่อวานซืน อาจเหมือนสัปดาห์ก่อน และเดือนก่อน

คุณเลือกชุดทำงาน เตรียมอาหารเช้า ขับรถ กินข้าวกลางวัน ประชุม

กินอาหารเย็น ดูทีวี ล้างจาน แล้วอาบน้ำ นอน

อยู่ๆ ชีวิตคุณก็หมดจุดมุ่งหมายไปดื้อๆ

ความหวัง ความฝัน ความตื่นเต้นในชีวิต

ความกระตือรือร้นที่จะเป็นอะไรสักอย่าง

หรือทำอะไรสักอย่าง อยู่ๆ ก็พลันหายไป

ลองหลับตาลง ปล่อยจิตใจอันมึนชาของคุณ

ให้ล่องลอยจากสิ่งที่คุณต้องทำ

ลองทบทวนหาความฝัน


จินตนาการถึงชีวิตจริงๆ ที่คุณอยากเป็น

ขอร้องว่าได้โปรดทำเสียก่อนที่จะอ่านต่อ

เอาล่ะ ลืมตาขึ้นได้แล้ว คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

คำถามนี้มีโดยทั่วไปมีเพียงสองคำตอบ

1.ตื่นเต้นจัง ฉันรู้สึกมีพลังขึ้นอีกครั้ง

2.ไร้สาระ ฉันเลิกฝันกลางวันมานานแล้ว เสียเวลา เป็นไปไม่ได้หรอก ...

คุณที่ตอบข้อหนึ่ง ข้ามไปอ่านเรื่องต่อไปได้เลย

ส่วนคุณที่ตอบข้อสอง


เราเข้าใจดีว่าฝันกลางวันนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล

ชีวิตของคุณเต็มไปด้วยสาระของการดำรงอยู่

จึงไม่แปลกที่คุณลืมเสียสนิทว่า


ครั้งหนึ่งชีวิตคุณถูกขับดันด้วยสิ่งเหลวไหลเหล่านี้

ฝันกลางวัน จินตนาการ ความมุ่งมั่น ความหวัง ความปรารถนา

คือสิ่งไร้สาระทั้งห้า ที่แท้จริงแล้วคือพลังสร้างสรรค์สิ่งที่หก

นั่นคือ “สัญชาติญาณในการดำรงชีวิต”

ผู้คนมากมายตีความ
“สัญชาติญาณ”

ว่าคือความสามารถที่จะคาดเดาเหตุการณ์

แต่ความจริงมันหมายถึงความที่คุณสามารถสัมผัสการรับรู้

โดยธรรมชาติในตัวคุณเอง

สัญชาติญาณคือแรงขับดันให้คุณทำในสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันนี้

คือเสียงที่กระซิบสั่งคุณทุกขณะจิตว่า


“ใช่ๆ ทำแบบนั้นแหละถูกแล้ว”

เราทุกคนมีสัญชาติญาณหลายรูปแบบ

แต่เคยชินมากกว่ากับสัญชาติญาณของการปกป้องตัวเอง

สัญชาติญาณที่มักมีคำว่า ควร/สงสัย/กลัว ประกอบอยู่

เสียงที่ชอบเตือนคุณว่า

“ควรมีงานที่มั่นคง”

“ไม่จบเอ็มบีเอสงสัยไม่ก้าวหน้า”

“กลัวจังว่าเขาไม่รัก”

นานวันเข้าเมื่อคุณได้ยินสัญชาติญาณอะไรแปลกปลอมไปจากนี้

เช่น เสียงในตัวคุณที่บอกให้คุณลาออกจากงาน

คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันเป็น “ความคิดบ้าๆ”

และหนักข้อเข้าคุณก็ทำเป็นไม่ได้ยินมันเสียเลย

สมมติว่าคุณอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

วันหนึ่งมีคนมาชวนคุณเปิดร้านกาแฟ

สามบอดี้การ์ด ควร/สงสัย/กลัว รีบกระซิบคุณทันทีว่า

“บ้าแล้ว เจ๊งขึ้นมาจะทำยังไง”

แม้คุณจะได้ยินสัญชาติญาณเสี่ยงกระซิบว่า

“มันไม่ง่ายก็จริง แต่ถ้าเรามุ่งมั่นทำจริงๆ มันน่าจะไปได้นะ”

แต่คุณก็เลือกที่จะไม่ฟังมัน

เราทุกคนมีสัญชาติญาณที่เป็นแรงผลักดันให้เราทำเรื่องใหม่ๆ ที่เรากลัว

สิ่งนั้นอยู่ในข้างในตัวเรานี่เอง แค่อยู่กับตัวเองเงียบๆ

แล้วเงี่ยหูฟังเสียงที่อยู่ข้างในตัวคุณเอง คุณจะได้ยิน

คุณปล่อยให้เสียงอื่นๆ ดังกลบมานานแสนนาน

ถึงวันนี้ที่คุณรู้สึกเบื่อหน่าย ซ้ำซาก ดักดาน

ลองหายใจลึกๆ ทำจิตให้ว่าง


แล้วเงี่ยหูฟังเสียงเล็กๆ ในตัวของคุณ

แล้วคุณจะได้ยิน

เสียงแห่งสัญชาติญาณที่เตือนคุณว่า


"คุณยังมีความฝัน"

และมันอาจไม่ไร้สาระเหมือนที่คุณคิด


Change Your Choc,Change Your Life





Stress wouldn’t be so hard to take

if it were chocolate covered....


ถ้าคุณมองดอกมะลิผ่านแก้วน้ำหวานสีแดง

คุณจะเห็นดอกมะลิทุกดอกในโลกนี้เป็นสีแดง

แต่โลกนี้ไม่มีดอกมะลิสีแดง ความผิดพลาดอยู่ที่มุมมอง

มองให้เป็นอย่างไรก็เห็นเป็นได้เช่นนั้น

ถ้าคุณใส่แว่นสีชามองดูสวนดอกไม้ ดอกไม้ทั้งสวนย่อมไม่มีสีสัน

วันนี้ของคุณเต็มไปด้วยปัญหา ไอ้นั่นก็ปัญหา ไอ้นี่ก็ปัญหา

คุณแน่ใจนะว่า คุณไม่ได้มองปัญหาผ่านแว่นสีชาหรือแก้วน้ำหวานสีแดง

ความจริงมีอยู่ว่า ถ้าคุณลองมองมันด้วยมุมใหม่

หยิบแก้วน้ำแดงที่บังดอกมะลิออกไป

มะลิที่คุณเห็นว่าแดงอาจไม่แดงอย่างที่คุณคิด

เอาล่ะ วันนี้คุณถูกโยน “ปัญหา” ใส่ประมาณร้อยแปดอย่าง

หยิบมันขึ้นมาทีละอย่างซิ แล้วถามตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่า

“มันเป็นปัญหาจริงๆ หรือเป็นแค่อุปสรรคเล็กน้อย”

ปัญหาเป็นเรื่องต้องแก้ไข แต่อุปสรรคเล็กน้อยในทุกวัน

คือบททดสอบความสามารถของคุณ

ในบรรดายี่สิบห้าปัญหาที่คุณเผชิญอยู่

อาจมีแค่อย่างเดียวที่เป็นปัญหาจริงๆ

แต่อีกยี่สิบสี่อย่างเป็นแค่อุปสรรคเล็กน้อยที่คุณต้องเผชิญ

ว่ากันว่า สิ่งที่ผ่านเข้ามาชีวิตแต่ละวันนั้น

99 ใน 100 อย่างเป็นแค่อุปสรรคเล็กน้อย

เป็นบททดสอบกำลังความสามารถและสติปัญญา

ถ้าคุณผ่านการทดสอบ คุณจะเติบโตขึ้นอีก เก่งขึ้นอีก ฉลาดขึ้นอีก

แต่ถ้าคุณไม่ผ่าน คุณก็แค่หาทางรับมือกับมันใหม่

โดยใช้ความผิดพลาดเล็กน้อยที่คุณรับรู้มาแล้วเป็นบทเรียน

ถ้า “อุปสรรคเล็กน้อย” ในชีวิตคุณ


มีมากมายก่ายกองจนเกินรับมือไหว

คุณต้องรู้จัก “ผ่าน” บางอันไปบ้าง


แล้วหันไปพิจารณาอุปสรรคเล็กน้อยอันถัดไป

อย่าเสียเวลาอันมีค่าของคุณกับอุปสรรคเล็กน้อย
ที่บั่นทอนจิตใจมากจนเกินความจำเป็น

จงทำบททดสอบของคุณไปเรื่อยๆ

และรู้สึกสนุกไปกับความยากที่ท้าทายของมัน

ดังนั้นต่อไปนี้ ถ้าคุณรู้สึกว่า “ชีวิตช่างมีปัญหามากมายให้ฉันแก้ไข”

ขอให้คุณบอกตัวเองเสียใหม่ :

ฉันไม่มองมันว่าคือปัญหา แต่จะมองว่ามันคือ “อุปสรรคเล็กน้อย”

อุปสรรคเล็กน้อยคือบททดสอบที่ทำให้ฉันโตขึ้น เก่งขึ้นและฉลาดขึ้นทุกวัน

ขอบคุณชีวิตที่ส่งบททดสอบยากๆ มาให้ฉัน

ฉันจะผ่านบททดสอบทุกบทให้ได้

ถึงไม่ผ่านวันนี้ แต่พรุ่งนี้ก็ยังมี



Importance of Feeling Chocolate



Chocolate is nature’s way
of making up for Mondays....


สำหรับทุกคนที่เกลียดเช้าวันจันทร์จับใจ


ตื่นให้เช้าขึ้นอีกนิดสิ จิบช็อกโกแลตเข้มข้นสักจิบ

วันจันทร์พระอาทิตย์ยังคงสวย นกยังคงร้องจิ๊บๆ

บอกตัวเองให้รู้สึกดีๆ แล้ววันจันทร์จะไม่ดีไปได้อย่างไร

วันจันทร์อาจเป็นวันที่สวยงามได้เท่าวันศุกร์

ทำไมต้องรอนานจนถึงวันศุกร์เพื่อที่จะรู้สึกดี

ความรู้สึกหรืออารมณ์เป็นผลพวงจากความคิด

ว่ากันว่าวันๆ มนุษย์เราคิดเรื่องน้อยแปดพันเก้า

รวมแล้วทั้งหมดราว 60,000 ความคิด!

และ 90% นั้นเป็นความคิดที่มาจากจิตใต้สำนึก

เมื่ออารมณ์หรือความรู้สึกเป็นผลพวงมาจากความคิด

แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้สึกดี คือ

การที่เราสามารถควบคุมความคิดให้คิดแต่เรื่องดี

เคล็ดลับความสุขที่แม้แต่คนรวยมหาศาลก็อาจจะไม่รู้มาก่อน

ง่ายแค่เพียงนี้เอง ที่มาของความคิดฟุ้งซ่าน

ที่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ประจำวัน

ก็อยู่ที่การไร้สามารถที่จะควบคุมการคิดของตัวเอง

ถ้าเราปล่อยความคิดให้เลื่อนเปื้อนปราศจากการควบคุม

ความคิดที่มาจากจิตใต้สำนึกทั้งหมด

อาจถูกส่งอิทธิพลโดยอคติความเชื่อในอดีต

ส่งผลให้คิดหรือตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นไปในทางลบ

โดยปกติเราทุกคนมักไม่เคยถูกฝึกให้มีวินัยในการคิด

จิตใจของเราจึงเลื่อนลอยฟุ้งซ่านไปตามแต่ความคิดจะพาไป

เหมือนขึ้นหลังม้าแต่ไม่บังคับ


ปล่อยให้มันเตลิดเปิดเปิงไปตามใจปรารถนา

ถ้าเราปล่อยให้จิตใต้สำนึกวัดสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจ

นำไปสู่ความคิดร้อยแปดพันเก้าวันละ 60,000 ในเชิงลบ

เราจะไม่มีวันพานพบกับความรู้สึกดีๆ

เราคิดอย่างไรชีวิตก็จะเป็นอย่างนั้น

ถ้าเราปล่อยให้จิตใต้สำนึกดำดิ่งไปกับความคิดไม่ดี

แน่นอนว่าเราจะไม่มีวันรู้สึกดี

เมื่อใดที่อยากรู้สึกดี คุณไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวยุโรป

ขึ้นยอดเขาจุงเฟราไปกระโดดหิมะ

ไม่จำเป็นต้องบากบั่นไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่แคนาดา

แค่โดดขึ้นหลังม้าแห่งความคิด แล้วดึงบังเหียนกุมมันไว้ให้มั่น

บังคับความคิดของคุณให้ทะยานไปเฉพาะในทิศทางที่คุณปรารถนา

นั่นคือการคิดแต่เรื่องดี ดีมาก และดีที่สุด

ไม่ว่าวันนี้จะเป็นเย็นวันศุกร์หรือเช้าวันจันทร์ ทุกวัน

จงบังคับ 60,000 ความคิดของคุณ
ให้เป็นแต่ความคิดในด้านดีเท่านั้น

เฮนรี่ ฟอร์ด บอกว่า
If you think you can do a thing
or think you can't do a thing,
you're right."

คิดอย่างไร คุณก็ได้เช่นนั้น

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 7, 2008

The Number One Secret of Chocolate





There’s more to life than chocolate,
but not right now....


ถ้าคุณต้องเรียนรู้ความลับ

เพื่อที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงจากใครสักคน

คุณจะเลือกเรียนจากเด็กสองขวบ

หรือคุณปู่ที่มีชีวิตมาแล้ว 77 ปี

เด็กสองขวบรู้วิธีที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ แกไม่คิดถึงอะไรทั้งนั้น

มุ่งประกาศเจตจำนงความอยากได้ด้วยการร้องให้สุดเสียงว่า

“หนูจะเอา”

งั้นฟังคุณปู่วัย 77 ปีท่านนี้ดีกว่า

“ผมอยู่ในโลกนี้มาแล้วนานนักหนา


เห็นอะไรต่อมิอะไรมานานถึง 77 ปี แต่งงานมาแล้วถึง 48 ปี

ถึงแม้ตอนนี้ผมจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ

แต่ก่อนหน้านั้นผมเคยเป็นนักบำบัดมา 30 ปี

ผู้คนมาหาผม เพื่อให้ผมช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขามีความสุขขึ้น

และผมก็ช่วยเขาได้สำเร็จ ผมพูดได้เต็มปากว่า

ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับความสุข ผมเรียนรู้เรื่องของความสุขมามาก

ถึงตอนนี้ผมมีความลับอันดับหนึ่งจะบอกกับพวกคุณ

ผมขอยืนยันว่าชีวิตคุณจะมีความสุขได้ยากมาก
ถ้าคุณปราศจากการยอมรับตัวเอง

การยอมรับตัวเอง หมายถึงความนับถืออย่างสูงที่คุณมีให้ตัวเอง

อย่างปราศจากเงื่อนไข ไม่ว่าตัวเองจะอยู่ในสภาวะเลวร้ายเท่าใด

ทำผิดพลาดมากแค่ไหน หรือถูกตำหนิติเตียนมาอย่างไร

สมมติว่าคุณทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดมาก

หรือล้มเหลวอย่างเหลือเกิน

สิ่งที่คุณทำ :


หยุดตำหนิติเตียนตัวเอง

หยุดบั่นทอนกำลังใจตัวเอง

หยุดโกรธตัวเอง

สิ่งที่คุณพูด :

ฉันทำผิดพลาดมากมาย


ฉันล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

ฉันไม่อยากทำผิด


ฉันไม่ชอบล้มเหลว

แต่ฉันยอมรับทั้งหมดนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร
ฉันรับตัวเองได้ อย่างไม่มีเงื่อนไข

ผมขอยกตัวอย่างให้คุณเห็นชัดๆ

สมมติว่าผมยืมธนบัตรใบละ 1,000,000 บาท มาจากคุณ


ถามว่าคุณอยากได้คืนไหม?
คุณตอบว่าอยากได้สิ

สมมติว่าผมใช้ธนบัตรใบนั้นเช็ดคราบสกปรกที่ขอบหน้าต่าง

แล้วขยำธนบัตรใบนั้น โยนทิ้งลงไปในถังขยะ

ผมถามคุณว่าคุณยังอยากได้มันไหม?

คุณตอบว่าอยากได้สิ

ผมหยิบธนบัตรขึ้นมาคลี่ ส่งให้คุณ

คุณรับไว้ รีดมันแล้วเก็บใส่กระเป๋า

เพราะอะไร ?

เพราะคุณรู้ดีว่า ไม่ว่าธนบัตรใบนั้นจะผ่านอะไรมามากแค่ไหน

คุณค่าของธนบัตรนั้นยังคงไม่เปลี่ยน
คุณก็เหมือนธนบัตรสูงค่าใบนั้น

ไม่ว่าคุณจะทำผิดพลาดล้มเหลวมามากแค่ไหน

ไม่ว่าคุณจะถูกกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเจ็บปวด

ไม่ว่าใครจะมองคุณว่าต่ำต้อยยากจนไร้ค่า

ไม่ว่าใครจะถ่มน้ำลายใส่

หรือเหยียบย่ำคุณให้ยับเยินเพียงใด

คุณยังคงมีคุณค่าเท่าเดิมกับที่คุณเคยมีอยู่

แม้คุณจะยับเยินยู่ยี่หรือเปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรกเพียงใด

คุณค่าของคุณไม่มีวันสูญสิ้น
จงรักและศรัทธาตัวเองอย่างไร้เงื่อนไข

นี่คือเคล็ดลับความสุขอันดับแรก
ที่ผมอยากบอกคุณ”

Being True to You


Chocolate has many preservatives.

Preservatives make you look younger.


คงมีหลายครั้งในชีวิต

ที่คุณตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์


ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาตัวรอด

คุณไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้คนเดียว

อีเลน แฮมิลตัน โค้ชชีวิตและครูสอนเรกิ

ผู้พบพานลูกศิษย์ไร้สุขมาหลายพันคน มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง

ลูกศิษย์ของอีเลนรายหนึ่งเป็นชาวนิวยอร์กแต่กำเนิด


แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ

ลายปีก่อนมานี้เอง ที่เธอกลับมาตั้งรกรากในนิวยอร์กอย่างจริงจัง

ปรากฏว่าเธอเกิดอาการ “ช็อคทางวัฒนธรรม”

เธอพบว่าชาวนิวยอร์กแข็งกระด้าง


ไม่ชอบทักทาย ไม่พูดขอบคุณ ไม่พูดขอโทษ

ด้วยความที่เธอยึดหลัก “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”

เธอจึงเริ่มปรับตัวเข้ากับชาวนิวยอร์ก


เธอไม่ทักทาย ไม่ขอบคุณ ไม่ขอโทษ

เธอเล่าเรื่องนี้ให้อีเลนฟัง ฟังดูเหมือนเธอปรับตัวได้

แต่อีเลนสังเกตว่าเธอไม่มีความสุขเลยกับตัวตนใหม่ที่เธอเป็น

เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับ “นิวยอร์กเกอร์”


หญิงสาวผู้นี้ยอมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

อีเลนสังเกตว่าความเชื่อในเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับพวกพ้องนี้


ทำให้เธอเอาตัวรอด แต่ขณะเดียวกัน มันได้ทำลายความเชื่อ

ในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเธอลงอย่างสิ้นเชิง

หญิงสาวเกิดความเชื่อใหม่ที่ขัดแย้งกับความเชื่อเก่า

ความเชื่อใหม่ของเธอมีอยู่ว่า

1) นิวยอร์กเกอร์ต้องแข็งกระด้าง
2) ถ้าเขาไม่ทักทายเรา เราต้องไม่ทักทายเขาก่อน
3) เราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราปรับตัวให้เข้ากับคนส่วนใหญ่

อีเลนมองเห็นทันทีว่า

ปัญหาของหญิงสาวไม่ได้อยู่ที่ชาวนิวยอร์กผู้แข็งกระด้าง

แต่อยู่ที่ความเชื่อใหม่ของหญิงสาวนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง

คุณจะมีความสุขที่แท้จริงได้

ก็ต่อเมื่อคุณซื่อสัตย์ต่อตัวคุณเอง

เมื่อเราตัดสินใจว่าเราควรทำสิ่งนี้แล้ว


จงปฏิบัติตามที่เราตัดสินใจ

หากคุณเชื่อในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน


จงใช้ชีวิตตามนั้น

หญิงสาวไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอง


เพื่อให้เข้ากับมาตรฐานชาวนิวยอร์กที่เธอเชื่อ

แต่เธอควรจะดำรงความเชื่อของเธอเอง


โดยการปรับมันให้ถูกต้องกับความเป็นจริงซึ่งมีอยู่ว่า

1) เราทุกคนมีวิธีปฏิบัติตนที่แตกต่างกันในชีวิตประจำวันได้
2) ถ้าเราอยากทักทายเขาก็จงทำ แม้เขาจะทำเป็นจำเราไม่ได้ก็ตาม
3) ฉันขอรับผิดชอบความสุขของฉันเอง
ชาวนิวยอร์กไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบแทนฉัน

อีเลนสรุปว่า

เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการการยอมรับ


จนถึงกับยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

คุณอาจเข้าใจอะไรผิดอยู่ก็ได้

การซื่อสัตย์ต่อตนเองต้องใช้ความกล้าหาญมาก
กล้าหาญที่จะถูกวิจารณ์

และกล้าหาญที่จะปล่อยผ่านบุคคลที่ไม่ยอมรับคุณ

หลักการคือ แทนที่จะทำในสิ่งที่ค้านกับความเป็นตัวคุณ

ทำไมไม่สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นคุณ

คุณถูกพนักงานขายในห้างกระแทกเสียงใส่

คุณไม่จำเป็นต้องปรับตัวคุณให้เข้ากับเธอ


ด้วยการขึ้นเสียงตอบ

คุณยังคงเป็นคุณ รักษาความสุภาพและรอยยิ้มไว้

สอนเธอให้เป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาคุณ

ลองยิ้มให้เจ้านายขี้วีนสัก 10 ครั้ง เขาอาจไม่ยิ้มตอบคุณทุกครั้ง

แต่คงไม่ทำหน้ายักษ์ใส่คุณทั้ง 10 ครั้ง

ยื่นช็อกโกแลตให้เพื่อนร่วมงานสิบคน

คงมีใครสักคนที่รับมันจากคุณ